มิติสังคมวัฒนธรรมกับเทคโนโลยีการศึกษา

คนทั่วไป รวมไปจนถึงคนทำงานทางด้านการศึกษาและทำงานกับความรู้ ตลอดจนคนทำงานในระบบการผลิตและบริการสมัยใหม่ซึ่งอยู่บนฐานความรู้นั้น หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเครื่องมือและวิธีทำงานเพื่อสร้างและใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสื่อ เทคโนโลยีการศึกษา และนวัตกรรมต่างๆที่คิดค้นเพื่อนำมาใช้สำหรับบรรลุจุดหมายด้วยแนวคิดและวิธีใหม่ๆทางการศึกษา ก็จะเป็นวิธีหนึ่ง แต่จะเกิดสัมฤทธิผลมากน้อยอย่างไรหรือไม่นั้น เป็นปัญญาปฏิบัติและเป็นปัญหาของการคิดสร้างสรรค์ ที่จะเป็นการใช้และพัฒนาทักษะทางเทคโนโลยีการศึกษา ว่าทำให้เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมพอเพียงอย่างใดหรือไม่

การใช้เทคโนโลยีการศึกษา รวมทั้งการนำเอาวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในสังคมอย่างเกินความจำเป็นและอย่างไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกเสียจากเพียงทำตามอย่างและไล่ตามความทันสมัย รวมทั้งระบบและกลไกที่มีในสังคมก็ทำเพียงเป็นธุรกิจสินค้าเทคโนโลยีเท่านั้น เหล่านี้ นอกจากจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อพัฒนาการศึกษาและไม่สนองตอบต่อการพัฒนาสุขภาวะสังคมแล้ว ก็สามารถเป็นปัจจัยก่อปัญหาให้เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งที่จะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดผลสืบเนื่องอีกมากมายตามมา

นอกจากนี้ หากเป็นเทคโนโลยี ที่มีวัฒนธรรมและกระบวนการปฏิบัติ ที่จัดวางคนและมีเงื่อนไขที่สร้างการปฏิสัมพันธ์กันของคนบนระบบกลไกของเทคโนโลยี ขัดแย้งและหักล้างกับทรรศนะพื้นฐานและหลักคิดสำคัญทางด้านต่างๆในสังคม เทคโนโลยีและระบบดำเนินการที่เกิดขึ้นตามมาต่างๆ ก็จะเป็นกระบวนการสร้างสังคมวัฒนธรรมและวิถีดำเนินชีวิตอย่างใหม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งหากไม่รู้จักและมีปัญญาที่ทัดเทียมเพียงพอ ก็จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน หลุดลอยออกจากฐานทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมากับตนเองไปขึ้นต่อภูมิปัญญาภายนอกที่ตนเองจะมีพลังอำนาจทางความรู้จัดการได้น้อยลง หากเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและเป็นจำนวนมาก ก็จะก่อให้เกิดสภาพการมีและใช้เทคโนโลยีการศึกษากับการพัฒนาตนเองแบบผิวเผิน ‘ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา’ ซึ่งถ้าหากเป็นในลักษณะนี้แล้วละก็ แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะมีราคาเพียง ๑ บาทก็นับว่าแพง

หากเป็นการใช้เทคโนโลยีการศึกษาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และพอเพียง สอดคล้องกับความจำเป็น ทำให้สามารถบรรลุจุดหมายที่ต้องการร่วมกันได้อย่างพอสมควรแก่เหตุปัจจัยที่มี กลมกลืนและสอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรม ส่งเสริมคน ชุมชน และองค์กร ให้มีความสามารถพึ่งตนเองในการจัดการสิ่งต่างๆได้แล้ว ก็จะไม่มีคำว่าถูกหรือแพง ดีหรือไม่ดี เพราะอยู่บนฐานของความถูกต้อง เหมาะสม และพอเพียง ถึงแม้จะต้องลงทุนนับหลายล้านบาท ก็นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่ถูกและเหมาะสม

เทคโนโลยีทางการศึกษานั้น เป็นเครื่องขยายศักยภาพและพลังการเรียนรู้ของมนุษย์ เพื่อมีกำลังในการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขร่วมกันของสังคม เป็นตัวขยายกำลังการสร้างความดีงาม สามารถพึ่งตนเองในการบรรลุจุดหมายต่างๆดังที่พึงประสงค์ ทั้งเพื่อตนเองและส่วนรวม โดยวิธีการทางความรู้และโดยวิถีแห่งปัญญาอันกอปรด้วยคุณธรรมจากตัวคน หากขาดปัจจัยการทำงานของคนแล้ว เทคโนโลยีก็สร้างคนไม่ได้ แต่คนนั้น สามารถสร้างและคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆขึ้นมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด

เทคโนโลยีดิจิตอลส่งผลให้เกิดโอกาสทางการศึกษาในยุคปัจจุบัน

โลกของดิจิตอล เป็นโลกที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราจะคาดการณ์ได้ ส่งผลให้การศึกษาแบบเดิมไล่ตามความต้องการแบบใหม่ไม่ทัน ทำให้เกิดการศึกษาแบบใหม่ในยุคดิจิตอล ที่ต้องอาศัยระบบการคิดที่แตกต่างไปจากเดิมมีขอบเขตกว้างขวางกว่าเดิม และมีความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับการทำงานมากขึ้น อย่างเช่น
– การทำงานและการศึกษากลายเป็นสิ่งเดียวกัน ทำให้เกิดการรวมกันระหว่างการทำงานกับการศึกษา เป็นการทำงานที่ต้องอาศัยความรู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ คือ ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเช่น นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้สอน สามารถศึกษาข้อมูลต่างๆก่อนที่จะมาสอน
– การแบ่งปันข้อมูล ความรู้และความคิดเห็นของบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลอื่น ๆ อีกทั้งการยินยอมให้ผู้อื่นคัดค้านหรือแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งได้ จึงทำให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนมากขึ้น
– การศึกษาเปลี่ยนจากการเรียนในสถาบันการศึกษาตามปกติไปสู่ภายนอก โดยการติดต่อสถานประกอบการเพื่อส่งนักศึกษาไปฝึกงาน เพื่อเรียนรู้ชีวิตการทำงานจริงๆ ทำให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
– สื่อแนวใหม่สามารถเปลี่ยนระบการศึกษาทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานด้านสารสนเทศ เพื่อใช้ในการทำงานและการเรียนพร้อมกัน อย่างเช่น เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ทักษะใหม่ๆ
– การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดชีวิต โดยช่วงศึกษาจะศึกษาจากสถาบันและใช้เวลาที่เหลือของชีวิตทำงานและเติบโตไปตามสายงาน ทั้งนี้ผู้ทำงานสามารถทบทวนความรู้ได้ตลอดเวลา
– สถาบันการศึกษากับการปรับตัวเพื่อให้มีประโยชน์ เนื่องจากการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นในห้องเรียนได้ทั้งหมด ดังนั้นทางสถาบันการศึกษาจะต้องทบทวนบทบาทของตนเอง โดยการนำคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
จะเห็นได้ว่า นอกจากสถาบันการศึกษาจะเปลี่ยนระบบการศึกษาที่ต่างไปจากเดิมที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสื่อที่ใช้ในการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาอีกด้วย เพราะเทคโนโลยีสามารถช่วยในการสร้างสื่อที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนสำหรับผู้สอนได้เป็นอย่างดี โดยผู้สอนมีหน้าที่กระตุ้นและอำนวยความสะดวก โดยการนำสื่อเหล่านั้นมาแทนการพูดที่ซ้ำไปซ้ำมา ดังนั้นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการศึกษาจึงเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างลึกซึ้งมากขึ้น

เทคโนโลยีก้าวไกลส่งผลให้สื่อการเรียนการสอนมีความทันสมัยมากขึ้น

15

ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไกลส่งผลให้สื่อการเรียนการสอนมีความทันสมัยมากขึ้น ครูยุคใหม่จึงต้องรู้จักใช้ยุทธวิธีที่หลากหลายเป็นตัวกลางสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสีสันดึงดูดใจเปิดโลกการเรียนรู้ที่กว้างไกลให้กับผู้เรียนด้วยสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่และต้องคำนึงว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้เหมาะสม  ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วทุกมุมโลกในเวลาอันรวดเร็ว

ในการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่นั้นนอกจากครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของแนวคิดหลักแห่งวิชาชีพครูและเนื้อหาสาระวิชาที่สอนแล้วยังจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเครื่องมือที่จะใช้แสวงหาความรู้เพื่อช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนเกิดทักษะ ความรู้ สร้างสรรค์ประสบการณ์  และความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคน  ดังนั้นสื่อการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นสื่อบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการล้วนเป็นสื่อกลางที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ได้ง่ายและรวดเร็ว  จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งที่จะนำความต้องการของครูผู้สอนไปสู่ผู้เรียน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  และที่สำคัญคือครูผู้สอนต้องรู้จักเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ปัจจุบันมีสื่อการเรียนรู้รูปแบบสมัยใหม่มากมายให้เลือกใช้ ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกสื่อการเรียนรู้ที่ดีมีคุณภาพเช่น สื่อที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องที่สอนตรงตามวัตถุประสงค์ เนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจและส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กมากที่สุด  ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ได้ดีเป็นลำดับขั้นตอน เหมาะสมกับวัย  ระดับชั้น  ความรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียน เป็นสื่อที่มีคุณภาพ  สะดวกไม่ซับซ้อนยุ่งยากจนเกินไป  หรือหากผลิตสื่อการเรียนการสอนเองควรคุ้มกับเวลาและการลงทุน  เป็นต้น   สำหรับสื่อการเรียนรู้ที่มีบทบาทในแวดวงการศึกษาในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ เช่น สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  หรือ CAI เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นลักษณะการนำเสนอที่มีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเรียนรู้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการแสดงผลการเรียนให้ผู้เรียนทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ บางครั้งอาจเรียกว่า บทเรียนสำเร็จรูป”แต่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางแทนสิ่งพิมพ์หรือสื่อประเภทอื่น

 

อิทธิพลของเทคโนโลยีที่มีต่อวัฒนธรรมสังคม


จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมเป็นเรื่องชีวิต เราเติบโตมาในวัฒนธรรม และเช่นเดียวกัน กับเทคโนโลยี เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มันไม่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม เพราะเราจะเห็นได้ว่า ชีวิตเราก็มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเช่นกัน เทคโนโลยีเกิดขึ้นมานานแล้วในโลกของเรา มันช่วยให้ชีวิตของมนุษย์ง่ายขึ้น เมื่อมันเกิดมาแล้วตรงกับความต้องการของมนุษย์ มันก็จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ต่อเนื่องจนกลายเป็นวัฒนธรรม ในแง่นี้ เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีก็เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

เทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมามากมาย หลากหลาย เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า และที่สำคัญ ทำให้ชีวิตมนุษย์สุขสบายง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็จะมาแทนที่เทคโนโลยีที่เก่ากว่า ในแง่นี้เราก็กล่าวได้ว่า เทคโนโลยีทำลายวัฒนธรรมเดิมซึ่งเป็นเทคโนโลยีเช่นกัน แล้ววัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีล่ะ เทคโนโลยีเป็นที่มาของวัฒนธรรมใหม่ๆหลายอย่างซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต จึงไม่อาจกล่าวว่ามันทำลายทุกวัฒนธรรมเดิมซะทีเดียว มันเพียงแต่เพิ่มเติมขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมเดิม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ คือ อินเตอร์เน็ต ภายใต้ระบบอินเตอร์เน็ตนี้ เกิดการสนทนาโต้ตอบกันในห้องสนทนาหรือที่เรียกว่าแชท เกิดการตั้งกระทู้หรือฟอรั่มที่มีการแยกกันอย่างเป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีให้เลือกเข้าไปอ่าน ตั้งคำถามตอบคำถามกันตามความสนใจ เกิดเกมส์ออนไลน์ที่เป็นมีเนื้อหาหลายแนว ทั้งเกมต่อสู้ เกมส์วางแผน เกมส์ที่จำลองการเล่นกีฬาต่างๆ และด้วยทางเลือกต่างๆที่มีอยู่อย่างหลากหลายนี้ ก็ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา คนหลายคนมีชีวิตอยู่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์มากกว่า 5 ชั่วโมงในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงการเชคจดหมายอิเลกทรอนิกส์ แชทกับเพื่อน ติดตามกระทู้ที่ตนสนใจ เล่นเกมส์เพื่อเพิ่มเลเวล จะเห็นได้ว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยหมดเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้หลายชั่วโมงต่อวัน แล้วเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันเกิดมาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว ดังนั้นเราก็จึงอาจเรียกเหตุการณ์เช่นนี้ได้ว่าเป็นวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตของพวกเขา

วัฒนธรรมย่อมมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมอื่นๆ เนื่องจากที่กล่าวไปแล้วว่า ผู้คนจำนวนมากใช้เวลาแต่ละวันไปไม่น้อยในการใช้อินเตอร์เนต ก็ทำให้เวลาในการทำกิจกรรมอื่นลดน้อยลงตามไปด้วย บางคนอาจจะเลิกทำงานอดิเรกแล้วหันมา “เล่นเน็ต” แทน หลายคนงดกินข้าวบางมื้อ หรือเอามากินหน้าคอม เพื่อให้ได้เล่นเกมส์ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เวลาในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็ถูกดึงไปโดยความต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนในโปรแกรมสนทนาแทน

แต่อย่างเราก็ตาม เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีมีผลต่อวัฒนธรรมต่างๆอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี อินเตอร์เน็ตดังที่ได้กล่าวมานี้ เห็นได้จากการที่ นิตยาสารไทม์ ได้ยกตำแหน่งบุคคลแห่งปี 2549 ให้กับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหลาย ในฐานะที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนให้เกิดพลังใหม่บินเครือข่ายอินเตอร์เนต นอกจากนี้ยังยกย่องว่า คนบนอินเตอรืเนตทั่วโลกคือพลังแห่งระบอบประชาธิปไตยยุคดิจิตอลใหม่ ซึ่งแสดงออกผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตได้โดยเสรี ผนึกกำลังขึ้นเป็นชุมชนอันแข็งแกร่งและก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง

เกาหลีใต้ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อดิจิตอล

สาธารณรัฐเกาหลีหรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “เกาหลีใต้” คือ ประเทศที่ครั้งหนึ่งไทยเคยต้องส่งข้าวส่งน้ำไปช่วยเหลือในยามสงคราม (และต้องฝ่าวิกฤตหนักๆ มาซ้ำแล้วซ้ำเล่า) แต่ปัจจุบันนี้ดินแดนดังกล่าวได้ฟื้นคืนกลับมาเป็น “ดาวเด่นทางเศรษฐกิจ” จนประเทศมหาอำนาจต่างๆ ต้องหันมาจับตามอง (ทั้งสังเกตการณ์เป็นกรณีศึกษาและขอจับมือร่วมเป็นคู่ค้าด้วย) …ทำไมเกาหลีใต้ถึงทำเช่นนั้นได้ ?

ทุกวันนี้เกาหลีใต้มิได้มาแรงเฉพาะเรื่อง “Korean Wave” แต่ขณะนี้เขาคือ ผู้นำอันดับหนึ่งของโลกในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT-Information Technology) และสื่อดิจิตอล (Digital Media) จากข้อมูลที่ว่าเกาหลีใต้นั้นเป็นประเทศที่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่สุดในโลก (100 MB ต่อวินาที) มีประชากรที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้มากที่สุดในโลก (กรุงโซล 98% และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ 78%) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่างๆ ของประชากรก็มีการขยายตัวมากที่สุดในโลก ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้นโยบายรัฐที่มุ่งพัฒนา “โครงสร้างสื่อดิจิตอล” เพื่อสร้างแพลทฟอร์มใหม่ให้กับเศรษฐกิจที่กำลังมีอนาคตสดใส

ความก้าวล้ำด้านไอทีและสื่อดิจิตอลนี้ถือเป็นพาหนะความเร็วสูงที่นำพาเกาหลีใต้ให้ทะยานไปข้างหน้า ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา หรือวัฒนธรรม ซึ่งวิสัยทัศน์ที่พุ่งทะยานสู่อนาคตนี้นับเป็นโมเดลที่น่าติดตาม และนำมา “ปรับใช้” กับประเทศที่ยังวิ่งตามหลังอยู่เป็นอย่างยิ่ง (อาทิเช่น ประเทศไทย)

สังคมออนไลน์ปั่นเม็ดเงินให้เศรษฐกิจเติบโต (อย่างไร?)

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและเครือข่ายอินเตอร์เน็ตส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ LG พัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้นมาได้ เช่น บ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดที่เชื่อมต่อระบบออนไลน์ถึงตัวผู้ใช้ สามารถควบคุมทุกอย่างได้แม้ไม่อยู่บ้าน นอกจากนั้น ยังผลักดันให้ “อุตสาหกรรมเกมส์ออนไลน์” ขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2011 เกาหลีใต้คาดว่า อุตสาหกรรมเกมส์ออนไลน์จะสร้างเม็ดเงินให้สะพัดได้ถึง 2000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ

ด้านธุรกิจธนาคารในเกาหลีใต้

ปัจจุบันธนาคารทุกแห่งได้เสนอบริการออนไลน์และธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือที่รวดเร็ว ส่วนรัฐบาลก็ได้เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนด้วยบริการสาธารณะออนไลน์ต่างๆ เช่น การชำระค่าบริการ การคำนวณและชำระภาษี ฯลฯ แถมยังโปรโมทบริการจากรัฐสู่ธุรกิจอีกมากมาย (เพื่อสนับสนุนและดึงธุรกิจต่างๆ ให้เข้ามาสร้างกลยุทธ์ควบคู่ไปกับนโยบายรัฐ)

และไม่ใช่แค่กลุ่มคนทำงานเท่านั้นที่รัฐบาลเกาหลีใต้เกื้อหนุนเรื่องอินเตอร์เน็ต ทุกวันนี้ เขามีการจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับการใช้อินเตอร์เน็ตให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และแม่บ้าน ทั้งนี้ก็เพื่อผลักดันให้ประชากรโดยรวมของประเทศสามารถเข้าถึงข่าวสารความรู้อย่างรวดเร็ว และเป็นการช่วยกระตุ้นการบริโภคผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ภายในประเทศด้วย